| ข้อบังคับ ของ สมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัข (ประเทศไทย)
หมวดที่ 1 : ความทั่วไป
หมวดที่ 2 : สมาชิก
หมวดที่ 3 : การดำเนินกิจการสมาคม
หมวดที่ 4: การเงินและทรัพย์สิน
หมวดที่ 5: การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
หมวดที่ 6: บทเฉพาะกาล
ข้อบังคับ ของ สมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัข (ประเทศไทย) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม*)
* แก้ไขเพิ่มเติมโดยมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2/2545
หมวดที่ 1 : ความทั่วไป
1. สมาคมนี้มีชื่อว่า สมาคม พัฒนาพันธุ์สุนัข (ประเทศไทย) ย่อว่า
ส. พ.ส. ท. เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า THE KENNEL CLUB OF THAILAND ย่อว่า
K.C.TH.
2. เครื่องหมายของสมาคม มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมภายในมีชื่อของสมาคมเป็นอักษรภาษาอังกฤษ ล้อมรอบอักษรย่อภาษาอังกฤษ
3. สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ ณ 9/338 ซอย ก.ม. 25
ถนนพหลโยธิน แขวง สายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร สำหรับสำนักงานสาขาให้มีขึ้นตามมติของที่ประชุมใหญ่
หรือคณะกรรมการบริหาร
4. วัตถุประสงค์ของสมาคม เพื่อ
4.1 ส่งเสริมการผสมพันธุ์สุนัขทุกพันธุ์ให้ถูกต้องตามมาตรฐานสากล และเป็นศูนย์ในการจดทะเบียนสุนัขทุกพันธุ์
4.2 จัดทำและเผยแพร่รายละเอียดมาตรฐานประจำพันธุ์ของสุนัขทุกพันธุ์
4.3 สนับสนุนให้สมาชิกปรับปรุงพันธุ์สุนัขของตนให้ได้มาตรฐาน
โดยวิธีการจัดการประกวดสุนัขหรือจัดพิมพ์เอกสารสมาคม เผยแพร่ความรู้หรือวิธีอื่นตามที่เห็นสมควร
4.4 เป็นสื่อกลางของผู้เลี้ยงสุนัขในประเทศไทย หรือต่างประเทศ
4.5 ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาและยกระดับสุนัขที่มีอยู่ในประเทศไทยให้ดีขึ้น
4.6 ให้ความรู้แก่สมาชิกในการดำเนินการฝึกประกวด ผสมพันธุ์ การป้องกันโรคระบาดสุนัขและบรรดาเรื่องต่างๆ
ที่เกี่ยวกับการ พัฒนาคุณภาพของสุนัขทุกพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย
4.7 ไม่ดำเนินการเกี่ยวกับการเมือง และไม่มีเจตนาจัดตั้งโต๊ะบิลเลียด หรือสนุกเกอร์แต่อย่างใด
หมวดที่ 2 : สมาชิก
5. สมาชิกของสมาคม มี 4 ประเภท คือ
5.1 สมาชิกสมทบ ได้แก่ ผู้เลี้ยงสุนัขหรือผู้ที่นิยมสุนัขทุกพันธุ์ที่ได้มาสมัคร
และได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกของสมาคมแล้ว
5.2 สมาชิกสามัญ ได้แก่ สมาชิกสมทบที่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมมาแล้วไม่น้อยกว่า
1 ปี ได้สมัครและได้รับการอนุมัติจาก คณะกรรมการบริหารให้เป็นสมาชิกสามัญของสมาคมแล้ว
5.3 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ
หรือผู้มีอุปการคุณแก่สมาคม ซึ่งคณะกรรมการบริหารลงมติให้ เชิญเข้ามาเป็นสมาชิกของสมาคม
5.4 สมาชิกประเภทชมรม ได้แก่ กลุ่มของผู้เลี้ยงสุนัขหรือนิยมสุนัข
ได้สมัครและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารให้เป็น สมาชิกประเภทชมรมของสมาคมแล้ว
6. สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
6.1 เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
6.2 ไม่เป็นโรคสังคมรังเกียจ
6.3 ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ
หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาทหรือลหุโทษ
การต้อง คำพิพากษาถึงที่สุดในกรณีดังกล่าว จะต้องเป็นในขณะสมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือ
ในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น
7. ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม
7.1 สมาชิกสมทบ จะต้องเสียค่าบำรุงสมาคมเป็นรายปี ๆละ 200.-บาท
7.2 สมาชิกสามัญรายปี จะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก 100.-บาท
และค่าบำรุงสมาคมเป็นรายปี ๆ ละ 200.-บาท
7.3 สมาชิกสามัญตลอดชีพ จะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก และค่าบำรุงสมาคมตลอดชีพ
2,000.-บาท
7.4 สมาชิกประเภทชมรม จะต้องเสียค่าบำรุงสมาคมเป็นรายปีๆละ 2,000.-บาท
7.5 สมาชิกกิตติมศักดิ์ไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น
8. การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
8.1 ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมทบยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อ
นายทะเบียนเพื่อพิจารณาอนุมัติว่าจะรับหรือ ไม่รับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
8.2 ให้สมาชิกสมทบที่ต้องการเป็นสมาชิกสามัญ หรือกลุ่มผู้เลี้ยงหรือผู้นิยมสุนัข
ที่ต้องการเป็นสมาชิกประเภทชมรมยื่นใบสมัคร ตามแบบของสมาคมต่อนายทะเบียน
เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณาอนุมัติว่า
จะรับหรือไม่รับเป็นสมาชิก สามัญหรือ สมาชิกประเภทชมรมของสมาคม
และเมื่อคณะกรรมการบริหารพิจารณาการสมัครแล้ว ผลเป็นประการใดให้นาย
ทะเบียนเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว
9. ถ้าผู้สมัครได้รับการพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก
ก็ให้ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียน และหรือค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จภายใน
30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน และสมาชิกภาพของผู้สมัครให้เริ่มนับแต่วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียน
และหรือค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียน
และหรือค่าบำรุงสมาคมภายในกำหนด ก็ให้ ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก
10. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการบริหาร
ได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้ามาเป็นสมาชิกของสมาคมได้มาถึงยังสมาคม
11. สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
11.1 ตาย
11.2 ลาออกโดยยื่นเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการบริหารได้พิจารณาอนุมัติแล้ว
11.3 ขาดคุณสมบัติสมาชิก
11.4 ไม่ชำระค่าบำรุง
11.4.1 สมาชิกสมทบ ที่ครบกำหนดต้องชำระค่าบำรุงแต่ไม่ชำระค่าบำรุง
ภายใน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ให้หมดสมาชิกภาพ ทันที หากต้องการต่อสมาชิกต้องเสียค่าบำรุงย้อนหลังไปจนถึง
ณ วันครบกำหนดชำระค่าบำรุง
11.4.2 สมาชิกสามัญ หรือสมาชิกประเภทชมรมที่ครบกำหนดต้องชำระค่าบำรุง
แต่ไม่ชำระค่าบำรุง ภายใน 90 วัน นับแต่วันครบ กำหนดให้หมดสมาชิกภาพทันที
หากต้องการต่อ สมาชิกภาพต้องเสียค่าบำรุงย้อนหลังไปจนถึง ณ วันครบกำหนดชำระค่าบำรุง
11.5 ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม หรือคณะกรรมการบริหารได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน
เพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤติ นำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม
12. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
12.1 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสมทบ และสมาชิกประเภทชมรม
12.1.1 มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน
12.1.2 มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการบริหาร
12.1.3 มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆ ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
12.1.4 มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
12.1.5 มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
12.1.6 มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่างๆ ของสมาคม
12.1.7 มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
12.1.8 มีหน้าที่ช่วยเหลือเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
12.2 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสามัญ มีเช่นเดียวกันกับสมาชิกสมทบ
และสมาชิกประเภทชมรม และมีสิทธิดังนี้ คือ
12.2.1 สมาชิกสามัญมีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
12.2.2 สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง
หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารของสมาคมและมีสิทธิออกเสียง ลงมติต่างๆ
ในที่ประชุมใหญ่ได้ คนละ 1 คะแนนเสียง
12.2.3 สมาชิกสามัญมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการบริหาร เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
12.2.4 สมาชิกสามัญมีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 100 คน ร้องต่อคณะกรรมการบริหารให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
หมวดที่ 3 : การดำเนินกิจการสมาคม
13. ให้ที่ประชุมใหญ่ของสมาคมทำการเลือกตั้งสมาชิกสามัญ
1 คน ซึ่งมีสัญชาติไทย และต้องมีคุณสมบัติตาม ข้อ 6. เป็นสำรองนายก
ก่อนที่นายกสมาคมจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี เพื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมในวาระถัดไป
และให้สำรองนายกร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมในวาระปัจจุบัน
เมื่อนายกสมาคมคนเก่าหมดวาระลง ให้สำรองนายก ทำหน้าที่เป็นนายกสมาคมคนใหม่สืบไปตามวาระ
นายกสมาคมสามารถรับเลือกตั้งเป็นสำรองนายกได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ติดต่อกันเกิน
กว่า 1 คราว * แก้ไขเพิ่มเติมโดยมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่
2/2545 นอกจากนี้ให้นายกสมาคมแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร คณะหนึ่งจากสมาชิกสามัญ
มีจำนวน ไม่น้อยกว่า 7 คน แต่ไม่เกิน 20 คน แจ้งให้ที่ประชุมใหญ่ทราบ
คณะกรรมการบริหารสมาคม ให้มีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้
13.1 นายกสมาคม มีหน้าที่กำหนดนโยบายในการบริหารสมาคม
เป็นผู้แทนสมาคม ในการติดต่อกับบุคคลภายนอก และทำหน้าที่ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการบริหารและการประชุมใหญ่ของสมาคม
13.2 อุปนายก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคม
ปฏิบัติหน้าที่ที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่ แทนนายกสมาคม
เมื่อนายกสมาคมไม่อยู่ หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การกระทำหน้าที่แทนนายกสมาคมให้อุปนายกตาม
ลำดับตำแหน่ง เป็นผู้กระทำการแทน
13.3 เลขานุการ มีหน้าเกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมดเป็นหัวหน้าของเจ้าหน้าที่สมาคม
ในการปฏิบัติกิจการของสมาคมและ ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม
ตลอดจน ทำหน้าที่เลขานุการในการประชุมต่างๆ ของสมาคม
13.4 เหรัญญิก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม
เป็นผู้จัดทำบัญชี รายรับ รายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคม และเก็บ
เอกสารหลักฐานต่างๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ
13.5 ปฏิคม ทำหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของสมาคม
เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของสมาคม และจัดเตรียมสถานที่
ประชุมต่างๆ ของสมาคม
13.6 นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิก
ทะเบียนสุนัข ทั้งหมดของสมาคม ประสานงาน กับเหรัญญิก ในการเรียกเก็บ
เงินค่าบำรุงสมาคม ค่าธรรมเนียมต่างๆ ของสมาคม
13.7 ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคม
ให้สมาชิก และบุคคลทั่วไป ให้เป็นที่รู้จักแพร่ หลาย
13.8 กรรมการตำแหน่งอื่นๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งที่ประชุมใหญ่
หรือคณะกรรมการบริหารเห็นสมควรกำหนดให้มี โดยมี จำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้ว
จำต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับกำหนดไว้ แต่ถ้าที่ประชุมใหญ่หรือ
คณะกรรมการบริหารไม่ได้กำหนดตำแหน่งก็ให้ ถือว่าเป็นกรรมการกลาง
คณะกรรมการบริหารอาจแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นคณะ หนึ่ง หรือหลายคณะก็ได้
เพื่อรับมอบอำนาจ จากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารไปดำเนินการได้
14. คณะกรรมการบริหารของสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ
2 ปี และเมื่อคณะกรรมการบริหารอยู่ในตำแหน่งจนครบกำหนดตามวาระแล้ว
แต่คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
ก็ให้คณะกรรมการบริหารที่ครบกำหนดตามวาระ รักษาการไปพลางก่อน
จนกว่าคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
และเมื่อคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ส่งมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการบริหารชุดเก่า
และคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ให้เป็นที่ เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน
นับแต่วันที่คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ได้รับอนญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
15. ตำแหน่งกรรมการบริหารสมาคม ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระ
ก็ให้คณะกรรมการบริหารแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่ง
แทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนดังกล่าวจะอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น
16. กรรมการบริหารอาจจะพ้นจากตำแหน่งซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระ
ด้วยเหตุดังต่อไปนี้
16.1 ตาย
16.2 ลาออก
16.3 ขาดจากสมาชิกภาพ
16.4 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง
17. กรรมการบริหารที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหาร
ให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการบริหาร และให้พ้นตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการบริหารมีมติให้ออก
18. อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร
18.1 มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ
โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
18.2 มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
18.3 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการ
จะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการบริหารที่แต่งตั้ง
18.4 มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
18.5 มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการบริหารในตำแหน่งอื่นๆที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
18.6 มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ ตามที่ข้อบังคับนี้ได้กำหนดไว้
18.7 มีอำนาจกำหนดค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่จะเรียกเก็บจากสมาชิก
18.8 มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงิน และทรัพย์สินของสมาคม
18.9 มีหน้าที่จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า
100 คน ได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน
30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ * แก้ไขเพิ่มเติมโดยมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ
ครั้งที่ 2/2545
18.10 มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเงิน
ทรัพย์สิน และการดำเนินกิจการต่างๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิก ร้องขอ
18.11 จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ
18.12 มีหน้าที่อื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
19. คณะกรรมการบริหารจะต้องประชุมกันอย่างน้อยสองเดือนต่อหนึ่งครั้ง
ทั้งนี้เพื่อปรึกษา หารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการสมาคม
20. การประชุมคณะกรรมการบริหาร จะต้องมีกรรมการบริหารเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการบริหารทั้งหมด
จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ก็ให้ถือคะแนนเสียงมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ถ้านายกและอุปนายกไม่อยู่ในที่ประชุม
หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการบริหารที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง
เพื่อให้กรรมการ บริหารคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
21. ให้มีคณะกรรมการตัดสิน คณะหนึ่ง โดยให้กรรมการตัดสินการประกวดสุนัขที่ได้รับการแต่งตั้งหรือสอบคัดเลือกได้
ทำการเลือกตั้งกรรมการตัดสินการประกวดสุนัขคนใดคนหนึ่งเป็นประธานคณะกรรมการตัดสิน
และให้ประธานคณะกรรมการตัดสิน แต่งตั้งกรรมการตัดสินการประกวดสุนัข
จำนวนไม่น้อยกว่า 6 คน แต่ไม่เกิน 10 คน เข้าเป็นคณะกรรมการตัดสิน
โดยคณะกรรมการตัดสินให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง คราวละ 2 ปี หากตำแหน่งในกรรมการในคณะกรรมการตัดสินต้องว่างลงก่อนครบกำหนดวาระ
ก็ให้คณะกรรมการตัดสิน แต่งตั้งกรรมการตัดสินการประกวดสุนัขคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งที่ว่างลงนั้นแทน
แต่ทั้งนี้ผู้ดำรงตำแหน่งแทนให้อยู่ในตำแหน่งได้เท่าวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น
21.1 อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการตัดสิน
21.1.1 มีหน้าที่ดำเนินการสอบคัดเลือกกรรมการตัดสินการประกวดสุนัข
จากสมาชิกสามัญ ตลอดทั้งมีหน้าที่ดำเนินกิจกรรมอื่นที่สนับสนุนการสอบคัดเลือกกรรมการตัดสินการประกวดสุนัข
เช่น การฝึกอบรม, การสัมมนาทางวิชาการ โดยค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้คณะกรรมการตัดสินเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร
พิจารณาอนุมัติ * แก้ไขเพิ่มเติมโดยมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ
ครั้งที่ 2/2545
21.1.2 มีอำนาจเสนอการแต่งตั้งสมาชิกสามัญเป็นกรรมการตัดสินการประกวดสุนัข
หรือเสนอสมาชิกสามัญ ที่สอบผ่านการคัดเลือกเป็นกรรมการตัดสินการประกวดสุนัขต่อคณะกรรมการบริหารเพื่อแต่งตั้ง
21.1.3 มีหน้าที่คัดเลือกกรรมการตัดสินการประกวดสุนัข ไปทำการตัดสินการประกวดสุนัขในงานประกวดสุนัขต่างๆ
ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น หรือ ที่ชมรม, องค์กรอื่นได้ร้องขอให้สมาคม
จัดกรรมการตัดสินการประกวดสุนัขไปทำการตัดสิน การประกวดสุนัขที่ชมรม,
องค์กรนั้น ได้จัดให้มีขึ้น
21.1.4 มีอำนาจออกระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับการประกวดสุนัข และการสอบคัดเลือก
และหรือขั้นตอนการแต่งตั้ง กรรมการตัดสินการประกวดสุนัข
21.1.5 มีหน้าที่สอดส่อง ควบคุมความประพฤติของกรรมการตัดสินการประกวดสุนัข
และอำนาจพิจารณาลงโทษ กรรมการตัดสินการประกวดสุนัข ตามระเบียบของคณะกรรมการตัดสิน
เว้นแต่โทษนั้นเป็นการให้พักการตัดสินเกินกว่า 3 ปี หรือให้ออกจากการเป็นกรรมการตัดสินการประกวดสุนัข
ให้เสนอต่อคณะกรรมการบริหาร หรือที่ประชุมใหญ่เพื่อพิจารณาลงโทษ
21.2 กรรมการในคณะกรรมการตัดสิน อาจจะพ้นจากตำแหน่ง
ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระ ด้วยเหตุดังต่อไปนี้ คือ
21.2.1 ตาย
21.2.2 ลาออก
21.2.3 ขาดจากสมาชิกภาพ
21.2.4 คณะกรรมการบริหาร หรือที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกตามที่คณะกรรมการตัดสินได้เสนอให้พิจารณาลงโทษ
22. การประชุมใหญ่ของสมาคมมี 2 ชนิด คือ
22.1 ประชุมใหญ่สามัญ
22.2 ประชุมใหญ่วิสามัญ
23. คณะกรรมการบริหารจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีๆ
ละ 1 ครั้ง ภายในเดือนเมษายนของทุกๆ ปี
24. การประชุมวิสามัญอาจมีขึ้นได้ โดยเหตุที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควรจัดให้มีขึ้น
หรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า
100 คน ร้องขอต่อคณะกรรมการบริหารให้จัดให้มีขึ้น
25. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ
และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน
โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้
ณ สำนักงานของสมาคมไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่
26. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้
26.1 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
26.2 แถลงบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ
26.3 เลือกตั้งนายกสำรอง และหรือแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเมื่อครบกำหนดวาระ
26.4 เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
26.5 เรื่องอื่นๆ ถ้ามี
27. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีหรือการประชุมใหญ่วิสามัญ
จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าประชุมไม่น้อยกว่า 30 คน จึงถือว่าครบองค์ประชุม
แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมก็ให้ขยายเวลาออกไปอีกพอสมควร
แต่เมื่อครบกำหนดเวลาที่ขยายออกไปแล้ว ยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมก็ให้เลื่อนการประชุมคราวนั้นออกไป
และให้จัดประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง หลังจากเวลาได้ล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า
15 วัน แต่จะต้องไม่เกิน 45 วัน นับแต่วันที่ได้เลื่อนการประชุมในครั้งแรก
ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิกสามัญก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่
ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้
ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม
28. การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่ให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก
จากสมาชิกสามัญที่เข้าประชุมเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
29. ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุม
หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการบริหารที่มาร่วมประชุม
คนใดคนหนึ่งให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
หมวดที่ 4: การเงินและทรัพย์สิน
30. การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหาร
เงินสดของสมาคม ถ้ามีให้นำฝากไว้ในธนาคารพาณิชย์ใดๆ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสมาคม
ตามมติของคณะกรรมการบริหาร
31. การลงนามในตัวเงินหรือเช็คของสมาคม ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของสมาคม
32. ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน
50,000 บาท(ห้าหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้น จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร
และคณะกรรมการบริหารจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน 200,000 บาท
(สองแสนบาทถ้วน) ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านี้ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม
33. ให้เหรัญญิกมีหน้าที่เก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน
20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวย
34. เหรัญญิกจะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุล
ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ลงลายมือชื่อนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิก หรือผู้ทำการแทน
พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง
35. ผู้สอบบัญชี จะต้องไม่ใช่กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม
และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต
36. คณะกรรมการบริหารจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี
เมื่อได้รับการร้องขอ
หมวดที่ 5: การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
37. ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น
และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า
30 คน มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
38. การเลิกสมาคม จะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่
ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่ต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด
39 . เมื่อสมาคมต้องเลิกไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ให้ตกเป็นของสภากาชาดไทย
หมวดที่ 6: บทเฉพาะกาล
41. ข้อบังคับฉบับนี้นั้น ให้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป
42. เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ
ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ และรักษาการในตำแหน่งกรรมการของสมาคม
เพื่อรับสมัครสมาชิก และเมื่อรับสมัครสมาชิกสามัญได้จำนวนพอสมควร
ก็ให้จัดให้มีการประชุมใหญ่ขึ้นเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร
ชุดแรกของสมาคม แต่ทั้งนี้ต้องดำเนินการจัดประชุมใหญ่ให้เสร็จสิ้นภายใน
1 ปี นับแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
* แก้ไขเพิ่มเติมโดยมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่
2/2545
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัข (ประเทศไทย )
|